รองเท้าเป็นเหตุ

การพนัน ไม่ได้จำกัดอยู่ในหมู่เพื่อนฝูงหรือคนแปลกหน้าเท่านั้น หากแต่ยังนิยมกันในครอบครัวด้วย ซึ่งมักเป็นการท้าพนันระหว่างผู้ปกครองกับลูกหลานเมื่อต้องการให้ผู้ที่อายุน้อยกว่าทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่ต้องการ โดยมีของรางวัลมาล่อตาล่อใจ เช่น หากเด็กสามารถสอบได้ที่หนึ่งของห้อง หรือได้เกรดสี่จำนวนเท่านั้นเท่านี้ ผู้ใหญ่จะมอบรางวัลที่เด็กอยากได้มากเป็นการตอบแทน ซึ่งอาจเป็นขนม เกมส์ ของเล่น หรือเป็นการพาไปเที่ยวสวนสนุก เที่ยวทะเล ตามแต่เด็กจะต้องการ ทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับการเรียนเพื่อให้ได้ในสิ่งที่มุ่งหวัง
ครอบครัวของวัยรุ่นชายชาวอเมริกันที่ผู้เขียนกำลังจะพูดถึงก็อยู่ในข่ายนี้ คือเป็นการท้าพนันภายในครอบครัว เพียงแต่เป้าหมายของการท้าพนันกลับเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ อันเป็นที่ถกเถียงกันของสองแม่ลูก จนลุกลามไปสู่การท้าพนันในที่สุด เด็กหนุ่มคนนี้มีนามว่า แซม ซาว วัย 15 ปี ซึ่งอยู่ดี ๆ ก็ลุกขึ้นมาแต่งชุดกระโปรง สวมวิกสีชมพูแปร๊ดสไตล์สาวหวาน จนเพื่อน ๆ และแฟนสาวของแซมเองถึงกับตกตะลึง คิดว่าแซมเกิดค้นพบตัวเองขึ้นมากระทันหัน ซ้ำร้ายหนูแซมยังสวยมากกว่าเพื่อนสาวหลายคนในโรงเรียนเดียวกันเสียอีก เล่นเอาแฟนสาวของเขาพูดไม่ออก บอกไม่ถูกกันเลยทีเดียว หากเมื่อจับตัวมาซักไซ้ไล่เรียงกันแล้วก็ถึงบางอ้อ ว่าที่แซมต้องลุกมาแต่งหญิงก็เพราะแพ้พนันคุณหญิงแม่ของเขานั่นเอง เนื่องจากแม่ของเขาท้าพนันลูกชายตัวเองว่าใส่รองเท้าเบอร์เดียวกับเธอ ซึ่งแซมก็ไม่เชื่อจึงรับคำท้า ผลก็ออกมาอย่างที่เห็นนี่แหละ
หลังจากฮือฮากันแล้วเสร็จ แซมก็หน้าหดเหลือนิ้วเดียวเมื่อถูกครูใหญ่สั่งพักการเรียนไปถึง 9 วันเต็ม ๆ โทษฐานทำผิดระเบียบของโรงเรียน เพราะรองเท้าคู่เดียวแท้ ๆ เลย แม่นะแม่ ทำกันได้!

รักต้องเลิก

พูดถึงคำว่า”แฟน” ใครหลายคนอาจหันไปสบตาปิ๊ง ๆ กับคนข้างตัว ในขณะที่อีกหลายคนได้แต่นั่งถอนใจ เพราะสถานะของตัวเองจัดอยู่ในขั้นโสด ที่อายุมากหน่อยก็อาจถึงขั้นนั่งเล่นนอนเล่นอยู่บนคาน เพราะไม่สามารถหาใครมาเป็นคนรู้ใจได้สักคน ยิ่งกับสาว ๆ มาดมั่นในยุคปัจจุบันด้วยแล้ว ยิ่งมีแนวโน้มที่จะสมัครใจอยู่คนเดียวมากกว่าจะหาห่วงมาผูกคอให้ลำบากทั้งกายและใจ บางคนถึงกับบอกว่า ถ้าหาผู้ชายดี ๆ ไม่ได้ สู้อยู่เป็นโสดเสียยังดีกว่า
เรื่องที่ผู้เขียนหยิบยกมาคุยในวันนี้ก็อยู่ในข่ายของเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ที่มีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรกแซงจนส่อให้เห็นถึงพฤติกรรมไม่น่าไว้วางใจของอีกฝ่าย ทำให้ต้องถึงกับเลิกร้างกันไปโดยปริยาย
พระเอกของเรื่องนี้ได้แก่นักเตะผิวดำชื่อดังระดับโลกอย่าง มาริโอ บาโลเตลลิ กองหน้าของเอซี มิลาน ที่เพิ่งมีข่าวรักหวานแหววกับแฟนสาวคนสวย ดีกรีนางแบบชื่อดังอย่าง แฟนนี เนกีชา เมื่อปี 2013 ถึงขั้นฝ่ายหญิงให้สัมภาษณ์ลงนิตยสารวานิตี้แฟร์ในทำนองว่า เขาเป็นคนที่ใช่ และเธอก็ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับเขาตลอดไปกันเลยทีเดียว
แต่แล้ววิมานรักก็มาล่มเอาในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เมื่อมาริโอไปเดิมพันกับนักเตะคู่แข่ง รีล มาดริด ว่า หากฝ่ายนั้นสามารถเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีกส์ ได้จะยอมให้ร่วมหลับนอนกับแฟนสาวของตนเอง แน่นอนว่านางแบบสาวย่อมรับไม่ได้กับพฤติกรรมเช่นนี้ของแฟนหนุ่ม ประกอบกับมีความขัดแย้งกันอีกหลายเรื่องจึงตัดสินใจยุติความสัมพันธ์กับนักเตะชื่อดังรายนี้เสียเลย ถึงแม้มาริโอจะออกมาแก้ข่าวในภายหลังว่าตัวเองไม่ได้เอาแฟนสาวไปเดิมพันก็ตาม
นี่แหละเขาถึงว่า เลือกแฟนผิดคิดจนตัวตาย ดีนะที่ถอยออกมาก่อนที่จะเสียอะไรต่อมิอะไรไปมากกว่านี้

พนันรักวัยเกรียน

หนุ่มสาวรักกันเป็นเรื่องธรรมดา แต่ความรักนั้นจะยืนยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างในชีวิต บางคนรักเล่น ๆ ไม่นานก็เผ่น บางคนรักจริงหวังฟัน พอสมหวังก็จรลีหนีหายไปหาเหยื่อรายใหม่ บางคนรักจริงรักจังแบบไม่ลืมหูลืมตาว่าคนที่ตัวเองรักน่ะดีจริงอย่างที่เห็นหรือเปล่า จนถูกสวมเขาไว้บนหัวไม่รู้กี่คู่ก็มี ที่สำคัญวัยรุ่นนั้นจัดอยู่ในวัยกำลังอยากรู้อยากลอง จะเรียกว่าวัยคะนองก็คงไม่ผิด ดังนั้นการกระทำส่วนมากแล้วมักเกิดจากอารมณ์ความรู้สึกในขณะนั้นมากกว่าจะผ่านการตรึกตรองด้วยเหตุผล
‘เกมส์’ เป็นเด็กข้างบ้านผู้เขียน ตอนกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เกิดไปปิ๊งรักกับ ‘แก้ว’ เพื่อนนักเรียนต่างห้องที่เพิ่งย้ายมาจากโรงเรียนอื่น โลกใบเล็กของทั้งสองกลายเป็นสีชมพูหวานแหววจนเพื่อน ๆ อิจฉา แต่แก้วก็กังวลว่าความรักครั้งนี้จะยืนยาวแค่ไหน เพราะเห็นตัวอย่างจากเพื่อน ๆ มาหลายคู่ที่รัก ๆ เลิก ๆ กันเป็นว่าเล่น เพื่อเพิ่มระดับความมั่นใจให้กับแฟนสาว เกมส์จึงประกาศลั่นโรงเรียนเลยว่าจะรักมั่นอยู่กับแก้วจนกว่าจะเรียนจบ ใครสนใจจะรับพนันกับเดิมพันรักครั้งนี้ก็มาเลย แน่นอนว่าบรรดาเพื่อน ๆ ของทั้งสองต่างก็สนใจลงขันกันยกใหญ่ สรุปว่าถ้าเกมส์กับแก้วยังคงเป็นแฟนกันจนเรียนจบก็รับไปเลยเงินรางวัลหนึ่งหมื่นห้าพันสี่ร้อยบาท แต่ถ้าเกิดเลิกกันไปก่อนเกมส์จะต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงฉลองเรียนจบของเพื่อน ๆ แต่เพียงผู้เดียว
ผลปรากฎว่าเกมส์กับแก้วสามารถประคองเรือรักไปได้ตลอดรอดฝั่งจนเรียนจบ หากแต่เมื่อได้รับเงินรางวัลมาแล้วก็ต่างคนต่างไป โดยเกมส์ต้องยกเงินรางวัลให้กับแก้วไปหนึ่งหมื่นบาท เป็นค่าปิดปากว่าทั้งสองคนร่วมมือกันสร้างภาพเพื่อชนะพนันเพื่อน ๆ แลกกับการที่เกมส์ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายในงานฉลองเรียนจบนั่นเอง พอผู้เขียนถามว่าทั้งสองคนเลิกกันตั้งแต่เมื่อไหร่ เกมส์ก็เฉลยว่าแรก ๆ ก็ดีอยู่หรอกแต่พอนาน ๆ ไปก็เริ่มรู้สึกว่าคนนี้ยังไม่ใช่แต่ไม่อยากเสียพนัน ก็เลยกลายเป็นการคบกันด้วยผลประโยชน์อย่างที่เห็นนั่นแล เอวัง

พนันบ้านแลกรถเพื่อน

บางครั้งการที่คนเรามั่นใจเกินเหตุก็มักจะทำให้ตัวเราทำอะไรบ้า ๆ โง่ ๆ ลงไปได้โดยไม่รู้ตัวได้เหมือนกัน อย่างเรื่องที่ผู้เขียนกำลังยกมาเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ก็เกี่ยวกับความมั่นใจของคนเรานี่แหละ แต่เป็นความมั่นใจในตัวผู้อื่นโดยเอาตัวเองมาการันตีความสามารถของผู้ที่ตนชื่นชอบ ว่าสามารถทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แล้วก็มาท้าพนันกับเพื่อนเพื่อสนองอีโก้ของตัวเอง
เรื่องนี้เกิดขึ้นกับแฟนบอลสองคนในอูกันด้า เมื่อกระทาชายนายเฮนรี่ ดา บาซานี ซึ่งเป็นแฟนพันธุ์แท้ของทีมนักเตะปืนใหญ่อย่างอาร์เซนอล เกิดลุกขึ้นมาท้าเพื่อนว่างวดนี้ทีมในดวงใจของตัวเองจะสามารถบุกไปปราบทีมนักเตะเจ้าของฉายาปิศาจแดงได้ แน่นอนว่าเมื่อมีความเชื่อมั่นในตัวนักเตะสูงมากจนถึงขั้นมากที่สุด ของเดิมพันก็ต้องอลังการตามไปด้วย นายเฮนรี่ก็เลยเอาบ้านสองห้องนอนที่ตัวเองใช้เป็นที่ซุกหัวนอนอยู่ทุกวันนี้มาเป็นของรางวัลเสียเลย ฝ่ายตัวเพื่อนเองคือนายราชิด ยิก้า ก็ไม่น้อยหน้า เมื่อเพื่อนเอาบ้านมาเป็นเดิมพันแล้วก็เลยถอยรถเก๋งสุดหรูพร้อมภรรเมียมาเกทับทันที ซึ่งอันนี้เจ้าตัวจะรู้หรือเปล่าว่าถูกสามีเอาเป็นของรางวัลเดิมพันผู้เขียนเองก็สุดรู้ เพราะแหล่งข่าวไม่ได้บอกไว้ เลยไม่รู้ว่านายราชิดจะโดนเมียตบหรือไม่
แต่ที่แน่ ๆ เมื่อผลการแข่งขันออกมาแล้ว ผู้ที่เป็นฝ่ายปราชัยและต้องเสียของเดิมพันก็คือนายเฮนรี่นั่นเอง บ้านทั้งหลังมลายหายไปในพริบตา สอดคล้องกับคำสอนของไทยจริง ๆ ที่ว่า โจรปล้น 7 ครั้ง ไม่เท่าไฟไหม้ครั้งเดียว และไฟไหม้ 7 ครั้ง ก็ไม่ฉิบหายเท่าฝักใฝ่การพนัน

ตีลังกาสู่ความสำเร็จ

ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกชาย เป็นอะไรที่ก้ำกึ่งระหว่างเพื่อน พี่ และพ่อเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในครอบครัวที่เลี้ยงดูบุตรแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย กล่าวคือ ใช้ความเข้าใจเป็นหลักมากกว่าใช้วิธีเผด็จการ คือสั่ง สั่ง และสั่ง ซึ่งแบบหลังนั้นมักทำให้ลูกหลานเครียดและมีแนวโน้มที่จะเตลิดมากกว่า เนื่องจากขาดคนเข้าใจในตัวตนของพวกเขาอย่างแท้จริง
วันนี้ผู้เขียนขอยกความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกชาวอเมริกันที่ค่อนข้างน่ารักน่าหยิกขึ้นมาคู่ ฝ่ายลูกชายนั้นเป็นถึงนักกีฬารักบี้จากรัฐนิวเจอร์ซี่ นามว่า แซม มอริสัน ซึ่งเมื่อปี 2011 ที่ผ่านมา ได้ทำการโพสคลิปของตัวเองขณะกำลังตีลังกากลับหลังเป็นประจำทุกวันถึง 1 ปีเต็มกันเลยทีเดียว เพราะได้ไปท้าพนันกับพ่อของตัวเองว่าหากเขาสามารถตีลังกากลับหลังทุกวันตลอดทั้งปีได้ละก็ พ่อของเขาจะมอบเงินให้จำนวนหนึ่งร้อยเหรียญสหรัฐฯ ให้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ ซึ่งเงินจำนวนนี้นั้นสามารถตีเป็นเงินได้กว่าสามพันบาทด้วยกัน เป็นจำนวนเงินที่ไม่มากเลยในสายตาของนักพนันส่วนใหญ่ แต่แซมก็รับคำท้านี้และคว้าเงินรางวัลไปครองแบบชิล ๆ ไปเลยเมื่อครบกำหนด
งานนี้คุณพ่อของนักรักบี้หนุ่มกล่าวว่า การเดิมพันครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อสอนให้ลูกรู้ว่า การจะได้อะไรก็ตามมานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะการล้มลุกคลุกคลานกันบ้างก็จงยืนหยัดขึ้นสู้เพื่อสิ่งที่มุ่งหวัง เพื่อที่เมื่อวันแห่งความสำเร็จมาถึงเขาจะได้ซึมซับถึงความภาคภูมิใจนั้นได้อย่างเต็มที่ นับว่าเป็นทริคเล็ก ๆ ในการสอนสั่งบุตรหลานให้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพคนหนึ่งในสังคมได้ดีจริง ๆ

ท้าพนันวันวิวาห์

เมื่อปี 2013 มีคู่รักดาราควงคู่กับเข้าพิธีวิวาห์กันอย่างครึกครื้นหลายคู่ด้วยกัน ทำให้บรรดาแมงเม้าทั้งหลายจับจ้องกันตาวาวเตรียมนับเดือนรอเลยว่าคู่ไหนน่าจะท้องก่อนแต่ง โดยเฉพาะคู่ที่แต่งปุ๊บป่องปั๊บมักถูกจับตามองเป็นพิเศษ อันที่จริงก็เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขานะว่าไหม จะป่องก่อนหรือหลังไม่สำคัญ ยังไงก็มีการจัดงานมงคลสมรสให้รับรู้กันถ้วนหน้าในวงสังคมก็แล้วกัน ว่าตัวเรานั้นไม่ได้ลักลอบได้เสียกับเมียเพื่อนหรือสามีชาวบ้านให้วงศ์ตระกูลเสื่อมเสีย
ยกตัวอย่างงานวิวาห์ของเพื่อน ๆ ผู้เขียนกันบ้าง ว่าในหมู่คนที่สนิทกันมาก ๆ นั้นเขาก็มีเล่นพนันอะไรกันแปลก ๆ จนน่าดักตีหัวเหมือนกัน เช่น พนันกันว่าเจ้าบ่าวจะยกขันหมากมาสู่ขอเจ้าสาวหรือเปล่า หรือจะปล่อยให้เจ้าหล่อนเป็นสายบัวรอเก้อ หรือในทางกลับกันก็ทายกันว่า เจ้าสาวจะหนีงานแต่งเหมือนอย่างในละครหลังข่าวไหม ซึ่งกรณีนี้มักเป็นคู่ที่โดนจับคลุมถุงชนนั่นแหละ แต่โดยมากมักไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นการพนันเพื่อไซโคว่าที่เจ้าบ่าวหรือว่าที่เจ้าสาวกันมากกว่า เพื่อเพิ่มรสชาดให้กับชีวิต
แต่เดิมพันข้อสุดท้ายที่น่าบ้องหูคนต้นคิดสักหลายทีก็คือ ให้ทายว่า คู่ข้าวใหม่ปลามันในวันนี้จะอยู่กินด้วยกันสักกี่ปีจึงจะเลิกรากันไป ซึ่งงานนี้ ถ้าไม่สนิทสนมกับเจ้าบ่าวเจ้าสาวถึงขั้นรู้นิสัยกันละก็เป็นเล่นกันอย่างนี้ไม่ได้นะ เพราะเกิดเคราะห์หามยามซวยไปเจอเอาคนที่ถือเรื่องโชคลางเคร่งครัด จะถูกเหมาเอาได้ว่าคนท้าพนันเนี่ยมันหาเรื่องแช่งกันซึ่ง ๆ หน้า แล้วเลยโดนน็อกสลบกลางงานแบบไม่รู้ตัวเอา บอกไว้ก่อน

แอร์โฮสเตสกิตติมศักดิ์

“คนรวยทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด” ประโยคนี้ฮิตมากในสังคมทั่วไป ออกแนวจิกกัดพฤติกรรมสุดโต่งของบรรดาเศรษฐีทั้งหลายที่ทำอะไรเพี้ยน ๆ พิลึกพิลั่นได้โดยไม่มีใครต่อว่า มีแต่จะร่วมเฮฮาไปกับเขาด้วย แต่หากเป็นคนเดินดินกินข้าวแกงที่ไม่มีเงินถุงเงินถังทำแบบเดียวกันเข้าละก็ หากไม่ถูกตำรวจซิวเข้าคุก ก็มีสิทธิ์ตกเป็นจำเลยสังคม หรือกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านไปตลอดปีตลอดชาติเป็นแน่แท้ เรื่องที่จะเล่าสู่กันอ่านในวันนี้ก็เป็นเรื่องของมหาเศรษฐีสุดเพี้ยนสองคนที่ท้าพนันกันแบบแปลก ๆ ระหว่างเชียร์การแข่งรถฟอร์มูล่า วัน เมื่อปี ค.ศ. 2010 ที่ดูไบ ว่าทีมไหนจะได้อันดับดีกว่ากัน ซึ่งทั้งสองคนนี้ก็ได้แก่ เซอร์ริชาร์ด แบรนสัน เจ้าของสายการบินเวอร์จิ้น ในเครือเวอร์จิ้นกรุ๊ป กับนายโทนี่ เฟร์นันเดซ ผู้ร่วมก่อตั้งสายการบินแอร์เอเชีย โดยที่ผู้แพ้จะต้องไปเป็นแอร์โฮสเตสบนสายการบินของผู้ชนะ ซึ่งผลก็ออกมาทีมเวอร์จิ้นของเซอร์แบรนสันพ่ายแพ้ให้กับทีมโลตัสของนายเฟร์นันเดซไป 2 อันดับด้วยกัน ทำให้ท่านเซอร์แห่งอังกฤษต้องกลายร่างไปเป็นแอร์โฮสเตสกิตติมศักดิ์ตามคำสัญญา แต่กว่าจะใช้หนี้เกียรติยศได้ก็ปาเข้าไปกลางปี ค.ศ. 2013 ที่ผ่านมานี่เอง เนื่องจากเซอร์แบรนสันเกิดอุบัติเหตุขณะเล่นสกีทำให้ต้องใช้เวลารักษาตัวไปพอสมควร
และเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม เซอร์แบรนสันถึงกับต้องไปหัดเดินบนรองเท้าส้นสูงและโกนขนหน้าแข้งให้เกลี้ยงเกลา แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไว้ด้วยหนวดเครารกครื้มบนใบหน้า และแล้วสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบินเมืองเพิร์ท – กัวลาลัมเปอร์ ก็ได้มีโอกาสต้อนรับแอร์โฮสเตสสาวปากแดงหนวดเฟิ้มขึ้นมาให้บริการบนเครื่องบินเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์
อยากรู้ว่าแอร์โฮสเตสกิตติมศักดิ์คนนี้สวยหยาดเยิ้มแค่ไหนก็ลองไปเสิร์จหารูปดูเอาเองนะจ้ะ

แพ้ต้องชำระ

คนเรานั้น ไม่ว่าจะสูง-ต่ำ ดำ-ขาว อายุมาก-น้อย หรืออยู่ในชนชั้นใดก็ตาม ย่อมต้องมีมุมหนึ่งที่ซุกซ่อนความเป็นเด็กอยู่ทุกคน อยู่ที่ว่าจะแสดงออกมาเมื่อไหร่ กับใคร ก็เท่านั้นเอง อย่างเรื่องที่ผู้เขียนหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในวันนี้ก็เช่นกัน ขอยกตัวอย่างชายสองคนผู้มีตำแหน่งฐานะอันทรงเกียรติแต่กลับจับมือกันเล่นอะไรสนุก ๆ แบบที่ชาวบ้านอย่างเราเรียกว่า เล่นพิเรนทร์ กันเสียอย่างนั้น ซึ่งต้นสายปลายเหตุก็มาจากการพนันอีกนั่นแหละ
เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ. 2553 เมื่อเอกอัครราชทูตจากสองประเทศมหาอำนาจคือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ได้บังเอิญโคจรมาพบกันและพูดคุยกันถูกคอถึงขั้นท้าพนันบอลโลกกันเลยทีเดียวว่าทีมในดวงใจของใครจะเป็นฝ่ายชนะ โดยตกลงกันว่าผู้ที่แพ้จะต้องกระโดดลงสระว่ายน้ำทั้งชุดสูทเต็มยศนั่นแหละ จากนั้นก็ต่างคนต่างไปปฏิบัติภารกิจของตนจนผลการพนันออกมาเรียบร้อยและเป็นที่รับรู้กันว่าทั้งคู่ต่างก็แพ้พนันในครั้งนั้น เพราะผลการแข่งขันจบลงด้วยการเสมอไปหนึ่งต่อหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อท่านทูตผู้ทรงเกียรติทั้งสองได้กลับมาเจอหน้ากันอีกครั้งที่เมืองหลวงของตากีจิสถาน ผู้แพ้ทั้งสองจึงพากันกระโดดลงสระว่ายน้ำทั้งชุดสูทเพื่อชำระผลพนันอย่าพร้อมเพรียงกัน ท่ามกลางสายตาตกตะลึงของแขกผู้มีเกียรติที่ได้รับเชิญมาในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ เป็นที่ครื้นเครงในอารมณ์ของผู้ที่พบเห็นยิ่งนักโดยเฉพาะนักข่าวที่รีบชักภาพสองผู้ยิ่งใหญ่ตกน้ำป๋อมแป๋มกันแทบไม่ทัน ว่าแต่นัดต่อไปจะพนันอะไรกันดีล่ะท่าน?

ไหว้ครู

กีฬา นับเป็นแหล่งหารายได้อีกแหล่งหนึ่งสำหรับนักพนัน โดยเฉพาะกีฬาที่มีคนนิยมดูมากเป็นอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ฟุตบอล ที่มีการพนันกันอย่างแพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่โต๊ะพนันเล็ก ๆ ในมุมมืด ไปจนถึงบ่อนระดับโลกที่ผ่านการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย แต่ก็ใช่ว่ากีฬาชนิดอื่นจะไม่มีการพนันขันต่อกันแต่อย่างใด วันนี้ ผู้เขียนจะมาคุยให้อ่านถึงการพนันในแวดวงมวยไทยบ้านเราสักเล็กน้อย
ปัจจุบันมวยไทยของเราก้าวไปไกลทั่วโลกแล้วนะจะบอกให้ เห็นได้จากมีนักกีฬาชาวต่างชาติมากมายที่หลงใหลศิลปะการต่อสู้ชนิดนี้ถึงขั้นดั้นด้นมาเรียนกันถึงเมืองไทย ซ้ำยังมีการบรรจุกีฬามวยไทยลงในการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติเข้าไปอีก เพื่อการันตีถึงความนิยมในลีลาแม่ไม้มวยไทยให้เป็นที่ประจักษ์กันถ้วนหน้า
เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของมวยไทยนอกจากลีลาในการต่อสู้แล้ว ยังรวมไปถึง ‘การไหว้ครู’ ซึ่งเป็นการแสดงลีลาอันอ่อนซ้อยงดงามตามสไตล์ของนักมวยแต่ละคนด้วย อย่างนักมวยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังถึงลีลามวยไทยอย่าง ‘พุฒ ล้อเหล็ก’ ก็ได้รับการกล่าวขานถึงด้วยว่า ใช้เวลาไหว้ครูนานมาก ขอย้ำว่า ‘นานมาก’ ไม่ใช่สวยมาก โอเคนะ และเพราะการไหว้ครูที่พุฒใช้เวลานานมากนี่แหละ ทำให้เกิดการพนันขึ้นมาในครั้งหนึ่งว่าในการขึ้นชกรอบนี้ พุฒจะใช้เวลาไหว้ครูมากกว่าหรือน้อยกว่า 5 นาที
อันนี้นักมวยคนเก่งของเราได้มาเปิดเผยในภายหลังว่า เขากับเพื่อนได้เตี๊ยมกันก่อนหน้านี้แล้วว่าจะให้เพื่อนไปพนันว่าเขาจะใช้เวลาไหว้ครูน้อยกว่า 5 นาที โดยให้พุฒอยู่ในท่าก้มกราบค้างไว้สัก 4 นาทีเพื่อหลอกให้นักพนันคนอื่นตายใจจะได้ทุ่มเงินพนันไปฝ่ายตรงข้ามกับเพื่อนของพุฒิ พอใกล้ครบ 5 นาทีก็ลุกขึ้นเดินเข้ามุมไปเลย ทำให้ได้เงินเดิมพันมาเป็นจำนวนมาก เป็นการหาเงินพิเศษแบบใช้เล่ห์ตุกติก แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้
นี่แสดงให้เห็นว่านักพนันเนี่ยเขาพนันแหลกกันจริง ๆ เห็นอะไรพนันได้เป็นคว้าไว้หมด แล้วเจ้ามือจะไม่รวยยังไงไหว?

ปฏิบัติการเลียแหลก

การพนันไม่จำเป็นจะต้องเดิมพันด้วยเงินเสมอไป โดยเฉพาะกับเพื่อนคู่ซี้จากดินแดนผู้ดีอย่างอดัมและแดน เพราะสองเกลอท้าพนันกันว่าใครจะสามารถเลียวิหารทั่วอังกฤษได้ครบก่อนกัน ซึ่งผู้ที่แพ้พนันจะต้องแก้ผ้าวิ่งรอบยอร์ก มินสเตอร์ ซึ่งจัดเป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษเลยทีเดียว ก็ไม่รู้ว่าตอนท้าพนันกันนั่นน่ะ กำลังมึนเมาด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์กันหรือเปล่า แต่นายอดัมก็ทำตามคำท้าด้วยการออกเลียวิหารไปแล้วตั้งหนึ่งแห่งแน่ะ ซึ่งวิหารผู้ได้รับเกียรตินั้นก็คือ มหาวิหารเอ็กซีเตอร์
เมื่อนายลอว์เรนซ์ เอ็ดมันด์ เพื่อนของนายอดัมรู้เข้าก็เกิดนึกคึกขึ้นมาอีกคน เลยอาสาเป็นผู้ทำภารกิจนี้แทนนายอดัมเสียเลย ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ในใจหรือเป็นคนที่ชอบความท้าทายเฉย ๆ ล่ะนะ เพราะหลังจากอาสาเพื่อนแล้ว นายเอ็ดมันด์ก็ตระเวนไปลองลิ้มชิมรสวิหารทั้งหลายแหล่แทบจะทั่วเกาะอังกฤษเลยทีเดียว ล่าสุดที่มีคนนำข่าวพิลึกนี้มาลงก็ปรากฎว่านายคนนี้ได้ปฏิบัติการเลียวิหารไปแล้วทั้งสิ้น 42 แห่ง โดยมีการโพสต์รูปลงบล็อกของตัวเองเป็นหลักฐาน แถมบรรยายรสชาติของแต่ละวิหารเอาไว้เสียด้วย ซึ่งหากจะทำให้ได้ตามเป้าแล้ว เขายังต้องตามไปเลียวิหารต่าง ๆ อีกกว่า 20 แห่งให้ครบจึงจะชนะพนัน ซึ่งเขาก็สามารถทำได้สำเร็จเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2012 ก่อนกำหนดเส้นตายตั้ง 11 วันเชียวนะ ขอบอก!
น่าเสียดายที่เขาไม่ได้บอกว่าวิหารที่ไหนอร่อยที่สุด ไม่อย่างนั้นคงมีคนตามไปชิมเพื่อพิสูจน์ด้วยแน่ ๆ พนันกันไหมล่ะ?